การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กับคนท้องถิ่น: ทางสองแพร่งของการจัดสรรแพทย์เฉพาะทางในกรุงเทพฯ

การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กับคนท้องถิ่น: ทางสองแพร่งของการจัดสรรแพทย์เฉพาะทางในกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ มักถูกขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของโลก โรงพยาบาลหรูหราอย่างบำรุงราษฎร์ กรุงเทพฮอสปิทอล และสมิติเวชกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ป่วยฐานะดีจากตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย ทว่าภายใต้รายได้มหาศาลนั้น มีคนไทยทั่วไปที่ต้องรอคิวผ่าตัดต้อกระจกหรือบายพาสหัวใจนานหลายเดือน การเปลี่ยนทิศทางของแพทย์เฉพาะทางไปสู่ภาคบริการระดับพรีเมียมก่อให้เกิดคำถามจริงจังเกี่ยวกับความเป็นธรรมในการเข้าถึงสุขภาพ

ใครได้บริการก่อนกัน?

แนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยทำให้ทุกคนรักษาได้จริง แต่ UHC ไม่ได้การันตีความรวดเร็วเทียบเท่าผู้ป่วยเงินสดหรือประกันต่างชาติ ศัลยแพทย์ระบบประสาทที่ทำงานเต็มเวลาในโรงพยาบาลเอกชนมักจัดสรรเวลาให้โรงพยาบาลรัฐเพียงหนึ่งหรือสองวันต่อสัปดาห์

ปรากฏการณ์ dual practice นี้ถูกกฎหมายและออกแบบมาเพื่อเพิ่มรายได้แพทย์ แต่ระเบียบชั่วโมงทำงานมักไม่เข้มงวด ผลคือคิวผ่าตัดในโรงพยาบาลรัฐเต็มยาวไปถึงไตรมาสถัดไป ขณะที่โรงพยาบาลเอกชน ผู้ป่วยทัวร์การแพทย์ได้คิวผ่าตัดภายในไม่กี่วัน

ข้อมูลระยะเวลารอคอยและการกระจาย

ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าการกระจายแพทย์เฉพาะทางเหลื่อมล้ำอย่างมาก มากกว่า 60% ของแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจประจำอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับจังหวัดเช่นอำนาจเจริญหรือยโสธร แพทย์เฉพาะทางมะเร็งมีจำนวนนับนิ้วได้ สภาพนี้ทำให้ระบบส่งต่อไร้ประสิทธิภาพ ผู้ป่วยจากถิ่นไกลต้องซื้อตั๋วรถและเช่าที่พักในกรุงเทพฯ เพียงเพื่อเข้าถึงบริการเฉพาะทาง

ตามฐานข้อมูลสถิติสุขภาพแห่งชาติของไทย อัตราครองเตียงในโรงพยาบาลศูนย์มักเกิน 100% ขณะที่โรงพยาบาลชุมชนชายแดนกลับว่างเปล่าเพราะผู้ป่วยทิ้งไป ท่านสามารถสืบค้นข้อมูลราชการที่เกี่ยวข้องได้ที่ Health Data Center MOPH

กติกาที่เอื้อตลาด

นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขบางส่วนเห็นว่าการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ช่วยหนุนการอุดหนุนไขว้ รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติทำให้โรงพยาบาลซื้อเครื่องมือทันสมัยซึ่งคนไทยก็ได้ใช้ด้วย แต่นักวิจารณ์ชี้ว่ากำไรส่วนใหญ่ตกแก่องค์กรและแพทย์ ไม่ได้ถูกใช้ลดค่าใช้จ่ายบริการสาธารณะ

ทางตันนี้แย่ลงด้วยการผลิตแพทย์เฉพาะทางที่เชื่องช้า หลักสูตร fellowship และ residency ในไทยใช้เวลานานและต้นทุนสูง ผู้สำเร็จมักเลือกสาขาที่ทำเงิน เช่น ผิวหนังความงามหรือศัลยกรรมตกแต่ง ซึ่งเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มากกว่าสาขาวิกฤตอย่างวิสัญญีเด็กหรือรังสีรักษามะเร็งซึ่งจำเป็นต่อผู้ป่วยระดับล่าง

กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งเปิดโครงการ “แพทย์เฉพาะทางภาคบังคับ” ด้วยสัญญามูลค่าหลายพันล้านบาท แต่หากค่ารักษาพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ยังพุ่งสูง แรงจูงใจของรัฐก็ยังไม่น่าสนใจ จำเป็นต้องมีมาตรการการคลังที่เข้มข้น เช่น ภาษีก้าวหน้าสำหรับรายได้จากการปฏิบัติงานเอกชนเกินควร เพื่อสร้างสมดุลความพร้อมของแพทย์เฉพาะทาง