จากการฝึกแบบดั้งเดิมสู่หุ่นยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อสรีระไทย
การฝึกเดินด้วยหุ่นยนต์หรือ Robotic-assisted gait training ได้กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการเวชศาสตร์ฟื้นฟูของไทยช่วงปี 2568–2569 กรมการแพทย์ได้ผลักดันนโยบาย “คืนชีวิตใหม่แก้ไขความพิการ” โดยนำหุ่นยนต์ฝึกเดินมาใช้ที่สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติและโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ เพื่อกระจายบริการทางการแพทย์ขั้นสูงไปยังภูมิภาคและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
จุดเด่นของหุ่นยนต์ฝึกเดินคือความสามารถในการสร้างท่าทางการเดินที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ผู้ป่วยจะฝึกบนสายพานโดยมีระบบพยุงน้ำหนักและขาหุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกและข้อเข่าอย่างแม่นยำตามหลักชีวกลศาสตร์ ทำให้การฝึกมีความปลอดภัย ทำซ้ำได้ต่อเนื่อง และลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการฝึกแบบ manual ที่อาจเกิดจากความเหนื่อยล้าของนักกายภาพบำบัด
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ประโยชน์สูงสุด
สถาบันสิรินธรฯ ให้บริการฝึกเดินด้วยหุ่นยนต์สัปดาห์ละ 3–5 ครั้ง ครั้งละ 30–45 นาที และโดยทั่วไปหลังการฝึกประมาณ 12–20 ครั้ง ผู้ป่วยจะเริ่มเห็นพัฒนาการที่ชัดเจน ทั้งการเดินที่มั่นคงขึ้น กล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงขึ้น และโอกาสในการกลับมาเดินได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกึ่งเฉียบพลันที่ไม่เคยได้รับการฝึกเดินมาก่อน
งานวิจัยยืนยันว่าการใช้หุ่นยนต์ฝึกเดินควบคู่กับการกายภาพบำบัดแบบดั้งเดิมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่กรมการแพทย์เดินหน้าขยายบริการไปยังโรงพยาบาลประสาทและศูนย์ rehabilitasi ในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
Angel Robot และการขยับขึ้นบันได ความก้าวหน้าที่เกินกว่าห้องแล็บ
ความก้าวหน้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาลรัฐ ในเดือนพฤษภาคม 2569 เครือโรงพยาบาล Bangkok Chain Hospital หรือ BCH ได้เปิดศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ NextStep Robotics Rehab Center ที่โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โดยนำหุ่นยนต์ช่วยเดิน Angel Robot ซึ่งใช้ระบบ AI ในการปรับแรงช่วยเหลือให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย และสามารถฝึกเดินในพื้นที่ซับซ้อน เช่น พื้นต่างระดับหรือการขึ้น-ลงบันได ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในชีวิตจริงของผู้ที่กำลังฟื้นฟู
การที่หุ่นยนต์สามารถจำลองสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนได้นี้หมายความว่า ผู้ป่วยไม่ได้ฝึกเพียงการเดินบนพื้นราบในห้องกายภาพบำบัด แต่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์จริงในบ้านและชุมชน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการฟื้นฟูสมรรถภาพ การขยายศูนย์ลักษณะนี้ในโรงพยาบาลเอกชนสะท้อนถึงการแข่งขันด้านคุณภาพบริการที่เพิ่มขึ้น และเป็นแรงกดดันเชิงบวกให้ภาครัฐเร่งพัฒนาบริการที่เทียบเท่ากันในระบบสาธารณสุข
