เศรษฐกิจวินเทจ — ตัวเลขเบื้องหลังตลาดรีเซลที่กำลังเติบโตของไทย

เศรษฐกิจวินเทจ — ตัวเลขเบื้องหลังตลาดรีเซลที่กำลังเติบโตของไทย

ตลาดแฟชั่นมือสองในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ของคนชอบของเก่าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาคธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่าตลาดแฟชั่นมือสองในไทยมีมูลค่า 1,800 ล้านบาทในปี 2023 เติบโต 20% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องประมาณ 15% ต่อปีจนถึงปี 2027 ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยไม่ได้มองเสื้อผ้ามือสองเป็นเพียงทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการประหยัดเงิน แต่กำลังมองเห็นคุณค่าในเรื่องความยั่งยืน ความ Unique และเรื่องราวที่มาพร้อมกับสินค้าแต่ละชิ้น

รายงานของ SCB EIC ยังชี้ว่าในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตลาดแฟชั่นมือสองคาดว่าจะเติบโตจาก 16,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 สู่ 47,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 การเติบโตนี้ได้แรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ทำให้ผู้บริโภคมองหาทางเลือกที่คุ้มค่า และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อสินค้ามือสอง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม Fast Fashion แบบเดิม

ข้อมูลจาก Tokyo SME Support Center (2026) ยังระบุว่าตลาดสินค้ามือสองในไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบโกดังสินค้ามือสองญี่ปุ่นที่ขายทั้งปลีกและส่ง และมีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่นำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมากถึงเดือนละ 30 คอนเทนเนอร์ โมเดลนี้แสดงว่าตลาดวินเทจในไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เสื้อผ้าแฟชั่น แต่ครอบคลุมถึงเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ในบ้าน และของสะสม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่เข้ามาแข่งขันได้

ภาพที่ชัดเจนที่สุดของความเชื่อมั่นในตลาดนี้คือการเปิดตัวโครงการ 1981 Soul & Sold บนพื้นที่ 100,000 ตารางเมตร ภายใต้งบลงทุน 1,300 ล้านบาท ที่รามคำแหง ซอย 15 โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้า แต่ถูกออกแบบให้เป็น Ecosystem ของ Newstalgia ที่ผสานร้านค้า เรื่องเล่า และคอมมิวนิตี้เข้าด้วยกัน โดยมีพื้นที่จัดสรรตามหมวดวัฒนธรรม 8 หมวด รวมถึงแฟชั่นและเครื่องประดับ การลงทุนระดับนี้สะท้อนว่านักธุรกิจมองเห็นศักยภาพของตลาดวินเทจและ Nostalgia ว่าไม่ใช่กระแสระยะสั้น แต่เป็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีโครงสร้าง ข้อมูลจาก Thairath (มิถุนายน 2026) อ้างอิงงานวิจัยที่ระบุว่า 50% ของ Gen Z รู้สึกถึงความคิดถึงต่อสื่อและวัฒนธรรมจากทศวรรษก่อน และแคมเปญการตลาดที่มาจากแนวคิด Newstalgia สามารถสร้าง Engagement ได้สูงกว่าโฆษณาทั่วไปถึง 2 เท่า นี่คือเหตุผลที่แบรนด์และนักลงทุนไม่สามารถมองข้ามตลาดนี้ได้