เมื่อเตียงไม่พอ การควบคุมเชื้อก็หย่อนตาม
ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม อดีตนายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ The Active ว่าโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลจังหวัด ประสบปัญหาผู้ป่วยล้นศักยภาพรองรับ บุคลากรต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ทำให้การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อ เช่น การล้างมือ การเปลี่ยนอุปกรณ์ป้องกัน หรือการทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาจทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์คือผู้ป่วยวิกฤต ผู้ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ สายสวน หรือมีแผลผ่าตัด มีความเสี่ยงติดเชื้อดื้อยาสูงกว่าปกติ และเชื้อสามารถแพร่จากผู้ป่วยรายหนึ่งไปยังอีกรายได้ง่ายขึ้นในสภาพแวดล้อมที่แออัด
ขาดบุคลากรเฉพาะทาง: คอขวดที่ทำให้แผนสวยๆ ไม่เกิดผล
นอกจากความแออัดแล้ว โรงพยาบาลหลายแห่งยังขาดบุคลากรเฉพาะทาง ทั้งแพทย์โรคติดเชื้อ พยาบาล เภสัชกร และทีมควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antimicrobial Stewardship Team) ทำให้การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการระดับชาติเป็นไปได้ยาก แม้ประเทศไทยจะมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน แต่หากขาดทรัพยากรและกำลังคน ตัวชี้วัดก็ไม่สามารถแปลงเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้างานได้จริง
ข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญคือรัฐบาลต้องกำหนดเป้าหมายระดับประเทศที่ชัดเจน และสนับสนุนทรัพยากรควบคู่กัน ไม่ใช่มีเพียง KPI หรือตัวชี้วัด โดยต้องเพิ่มจำนวนเตียง อาคาร และบุคลากร พร้อมพัฒนาระบบคัดกรองผู้ป่วยเพื่อลดการนอนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
ระบบเฝ้าระวังที่ยัง “ช้าเกินไป”
อดีตนายกสมาคมโรคติดเชื้อฯ ยังสะท้อนว่าระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาของไทยตรวจจับสถานการณ์ได้ช้ากว่าหลายประเทศ มักรับรู้ปัญหาเมื่อการระบาดลุกลามแล้ว ทำให้การตอบสนองไม่ทันการณ์ การลงทุนในระบบเฝ้าระวังเชิงรุกและรวดเร็วจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่อป้องกันวิกฤตที่อาจควบคุมไม่ได้ในอนาคต
